เปรียบเทียบราคาขนส่งทางเรือของไทยกับ ต่างประเทศ

Shipneww

Ship

สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องส่งสินค้าจำนวนมากๆ ในคราวเดียว ก็คงหนีไม่พ้นการใช้บริการขนส่งทางเรืออย่างแน่นอน เพราะมันเป็นช่องทางการขนส่งเดียวที่รองรับการส่งสินค้าในปริมาณมาก ไม่ว่าสินค้าจะมีน้ำหนักมากหรือน้อยก็สามารถส่งได้ทั้งนั้น ที่สำคัญค่าบริการยังถูกกว่าช่องทางอื่นๆ อีกด้วย เมื่อเทียบกับการขนส่งทางอากาศและทางบก ก็พบว่าช่องทางเหล่านั้นยังคงมีข้อจำกัดมากเกินไป คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะพัฒนาหรือปรับกลยุทธ์เพื่อมาแข่งขันกับการขนส่งทางเรือได้ อีกนัยหนึ่งก็คือแต่ละช่องทางการขนส่งมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของตัวเองมากพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพยายามแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ เพียงเพื่อช่วงชิงลูกค้าจากคนอื่นให้เหนื่อยเลย สู้เอาเวลาไปคิดต่อยอดธุรกิจในทางอื่นดีกว่า

รูปแบบการคิดราคาค่าขนส่งทางเรือที่ใช้กันเป็นหลักสากล

วิธีการคำนวณราคาค่าขนส่งทางเรือจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะกำหนดพื้นที่ที่ต้องใช้งานเอาไว้ชัดเจน หมายความว่าวิธีการคิดค่าขนส่งทางเรือของไทย ย่อมไม่เหมือนวิธีการคิดค่าขนส่งของต่างประเทศ ลองมาดูกันก่อนว่า 4 รูปแบบที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

FEFC – Far Eastern Freight Conference การคิดค่าขนส่งแบบนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นการส่งสินค้าจากโซนเอเชียไปสู่ยุโรป ซึ่งเรือจะเดินทางผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นหลัก

Asia – West Coast South America เป็นการคิดค่า ไล่ยาวไปจนถึงฝั่งอเมริกาใต้

IRA – Informal Rate Agreement วิธีการคิดค่าขนส่งแบบนี้จะครอบคลุมพื้นที่โซนเอเชียเกือบทั้งหมด ตัวอย่างของประเทศที่ใช้หลักการ IRA นี้ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย เป็นต้น

Trans Pacific วิธีการคิดค่าขนส่งแบบนี้จะครอบคลุมพื้นที่โซนมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมด

ก็คงจะเห็นแล้วว่าเมื่อโซนพื้นที่ต่างกันก็ต้องใช้ข้อกำหนดในการคิดค่าขนส่งที่ต่างกัน หากใครได้เคยซื้อของผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศอยู่บ้าง ก็อาจจะเคยเห็นว่าการส่งของจากบางโซนมายังประเทศไทย ต้องจ่ายค่าส่งแพงกว่าปกติในขณะที่ประเทศอื่นๆ จ่ายในราคาใกล้เคียงกัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอัตราการคิดค่าขนส่งทางเรือนี่เอง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อราคาค่าขนส่งทางเรือของหน่วยงานให้บริการ

นอกจากประเด็นข้อกำหนดเกี่ยวกับโซนพื้นที่ที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น ก็ยังมีรายละเอียดในเรื่องของการบริการ การดูแลและการรับประกันสินค้าของแต่ละหน่วยงานให้บริการขนส่งทางเรือด้วย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นสิทธิและอำนาจอันชอบธรรมของหน่วยงานให้บริการโดยตรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเลย อย่างเช่น ถ้ามีการรับประกันความเสียหายของสินค้าให้ ถ้ามีการอำนวยความสะดวกเรื่องของเอกสารประกอบให้ หรือแม้แต่มีบริการติดตามสินค้าให้ตลอดการเดินทาง ก็เป็นไปได้ที่หน่วยงานจะคิดค่าบริการสูงกว่าเจ้าอื่นๆ

ในโซนเดียวกันหรือแม้แต่ในประเทศเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีอัตราค่าขนส่งเท่ากัน อย่างมากก็อาจจะได้แค่ใกล้เคียงกันเท่านั้น มันเลยเป็นหน้าที่ของผู้ใช้บริการเองที่ต้องคอยเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อย รวมไปถึงค่าใช้จ่ายสุทธิ เพื่อมองหาหน่วยงานให้บริการขนส่งทางเรือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วหลักการเลือกหน่วยงานบริการขนส่งทางเรือที่ดีก็ไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ามีค่าใช้จ่ายที่ถูก แต่ไม่สามารถวางใจได้เลยว่าสินค้าจะถึงมือผู้ซื้อที่ปลายทางได้อย่างปลอดภัยไม่เกิดการเสียหายในทุกกรณี และไม่มีปัญหาในการนำสินค้าขึ้นที่ท่าเรือปลายทางหรือไม่ แบบนี้ก็คงไม่คุ้มที่จะจ่ายเท่าไร ก่อนการตัดสินใจใช้บริการทุกครั้งจึงต้องเทียบกับมูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปเสมอ ให้ลองคิดในกรณีที่แย่ที่สุดดูก็ได้ ว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาเราจะเสียหายเท่าไร